อยากเป็นผู้บริหารที่ดีต้องฝึกสมาธิ

ผู้บริหารทั่วโลกรู้สึกคล้ายกันว่า ด้วยงานบริหารอันยุ่งเหยิง (Busyness) ในยุคปัจจุบันทำให้พวกเขากลายเป็นคน reactive และมีความ proactive น้อยลง วิธีที่จะแก้ไขอาการนี้คือการทำ: “mindfulness” หรือในที่นี้ขอเรียกว่า “การทำสมาธิ” (จะว่าไป mindfulness น่าจะหมายถึง ความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอด)

 

วารสาร Harvard Business Review ได้รายงานว่า จากการอบรมการทำสมาธิให้กับผู้บริหารจำนวนนับพันซ้ำแล้วซ้ำเล่าพบว่าการทำฝึกสมาธิทำให้ผู้บริหารสามารถสร้างช่วงเวลา “1 วินาทีแห่งสติ (one-second mental space)” ระหว่างสิ่งเร้าหรือปัญหา และการตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้น   การมีสติ 1 วินาทีอาจจะดูเหมือนไม่มาก แต่สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างใหญ่หลวงระหว่างการตัดสินใจอย่างเร่งรีบซึ่งมักจะจบลงด้วยหายนะหรือความล้มเหลว และการตัดสินใจอย่างมีสติและใคร่ครวญเป็นอย่างดีที่จะส่งผลลัพธ์ที่เป็นบวก  การมีสติจะทำให้สามารถควบคุมอารมณ์โกรธ (โมหะ) และสร้างความอดทน  สติเพียง 1 วินาทีนั้นจะเปลี่ยนใจ อารมณ์ และโลกของเราไปในอีกทางหนึ่ง

 

จากงานวิจัยยังได้พบอีกว่าการทำสมาธิทำให้สมองมีความตื่นตัว ทำให้เราได้อยู่กับตนเอง ผู้อื่น และงานอย่างแท้จริง  การทำสมาธิจะทำให้ระบบการทำงานของสมองเปลี่ยนไป  การฝึกฝนสมาธิอย่างสม่ำเสมอจะทำให้การทำงานของสมองย้ายจากส่วนการตอบสนองด้วยอารมณ์ (limbic system)  มาทำงานในส่วนที่ใช้เหตุผล (prefrontal หรือ neo cortex)

 

ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ฝึกสมาธิจึงสามารถลดการตอบสนองต่อเหตุการณ์โดยใช้อารมณ์ประเภท fight-or-flight หรือ knee-jerk (ให้นึกถึงหมอเอาฆ้อนเคาะเข่า แล้วขากระตุกแบบห้ามไม่ได้  แปลง่ายๆก็คือการสนองตอบต่อเหตุการณ์แบบไม่ผ่านกระบวนการคิดแต่เป็นการสนองตอบผ่านไขสันหลังล้วนๆ หรือทางทฤษฎีก็คือใช้สมองส่วน reptilian เท่านั้น) และเปลี่ยนมาเป็นการสนองตอบแบบ “executive functioning”   การตอบสนองประเภทนี้คือการสนองตอบแบบที่ได้ผ่านการคิดกลั่นกรองมาแล้วดังนั้นทำให้ การคิด การพูด และการกระทำเต็มไปด้วยเหตุผล นั่นก็แปลว่าเราสามารถเป็น “นาย” ของใจเรานั่นเอง

 

1 วินาทีเป็นเส้นแบ่งระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลว เพียง 1 วินาทีที่มีสติก็สามารถเอื้อโอกาสให้เรามีการตัดสินใจและการกระทำที่ดีขึ้นได้  สำหรับผู้บริหารแล้ว 1 วินาทีนี้หมายถึงการเป็นผู้นำที่สามารถ “นำ” ในสถานการณ์ที่กดดันและมีความไม่แน่นอนสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ต่อไปนี้เป็นเทคนิคที่จะทำให้ผู้บริหารมี mindfulness

  1. ฝึกทำสมาธิวันละ 10 นาที: สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วเวลาที่ดีที่สุดในการทำสมาธิคือช่วงเช้า  อย่างไรก็ตามคุณสามารถฝึกสมาธิในช่วงเวลาใดก็ได้ คู่มือในการทำสมาธินั้นหาได้ไม่ยาก นอกจากนั้นยังมีแอปพลิเคชั่นช่วยทำสมาธิอีกอีกด้วย
  2. อย่าอ่านอีเมลเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า: สมองของเราจะมีสมาธิ สร้างสรรค์ และทำงานได้ดีในช่วงเช้า  ดังนั้นเวลาเช้าจึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูง เช่น การคิดกลยุทธ์ การสนทนาในหัวข้อสำคัญ เป็นต้น หากสิ่งแรกที่คุณทำในตอนเช้าคือการอ่านอีเมล สมองจะถูกรบกวน และทำให้คุณต้องใช้พลังสมองไปกับงานสัพเพเหระ   ดังนั้นก่อนจะอ่านอีเมลในช่วงเช้า จงใช้สมองของคุณไปกับเรื่องที่มีความสำคัญกว่าเสียก่อน
  3. จงปิด notification ทุกอย่าง: ระบบแจ้งเตือนทุกประเภทในโทรศัพท์ หรืออุปกรณ์อื่นๆของคุณจะทำให้สมองคุณยุ่งอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังสามารถสร้างความเครียดให้คุณได้อีกด้วย  ดังนั้นจงปิดระบบแจ้งเตือนทุกอย่าง ลองทดลองใช้ชีวิตแบบไร้ระบบแจ้งเตือน และเปลี่ยนมาเป็นการเช็คอีเมล หรือข้อความ ชั่วโมงละครั้งแทน
  4. เลิกทำงานหลายๆอย่างไปพร้อมๆกัน: สมองของมนุษย์ไม่ได้ออกแบบมาให้ทำงานแบบ multitasking ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  จงมีสมาธิอยู่กับงานเพียงงานเดียว และคอยเตือนตัวเองหากใจเผลอไผลไปคิดเรื่องอื่น (นั่นแปลว่าสมองคุณอยากจะ multitask) ให้กลับมาตั้งมั่นในงานเดียวที่ทำอยู่
  5. เขียนบันทึก: ให้จดบันทึกว่าในแต่ละวันคุณสามารถจะทำ 4 ข้อด้านบนสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน  ปฏิทินนี้จะช่วยคอยเตือนให้คุณทำงานอย่างมีสติและพัฒนาสติของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง อย่าลืมชวนเพื่อนๆให้ให้เทคนิคเหล่านี้ด้วย ทั้งนี้เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และยังช่วยให้คุณมีกำลังใจในการฝึก mindfulness ได้เป็นอย่างดี

ลองใช้เทคนิคที่แนนำด้านบนกันครับ ถึงแม้ว่า “สมาธิ” จะไม่ใช่ยาวิเศษ แต่การฝึกสามาธิสามารถช่วยพัฒนาตนเองได้ ทำให้มีสติ ทำให้เรา คิดดี พูดดี และทำดี ทำให้การตัดสินใจเฉียบคมขึ้น และผิดพลาดน้อยลง

 

*บทความเรียบเรียงจาก “Spending 10 Minutes a Day on Mindfulness Subtly Changes the Way You React to Everything”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *