Category: Business

Agile Management for Results (Part II) – The 10 Principles

บัญญัติ 10 ประการสำหรับการบริหารงานแบบ agile บัณญัติก็คือแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้การบริการแบบคล่องตัวมีทิศทาง และกรอบปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่บริหารงานแบบ agile หลงทาง โดยมี 10 ข้อดังต่อไปนี้ 1. กฏ 80/20 หมายถึง แทนที่จะใช้เวลาวิเคราะห์และวางแผน 80% และมีเวลาทำงานแค่ 20 % การบริหารงานแบบ agile ต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ ใช้เวลาวิเคราะห์และวางแผนเพียง 20% และมุ่งทำงาน 80% 2. ใช้แนวคิดแบบ startup ในเรื่อง Build, Measure, Learn หมายถึง มุ่งทำให้เกิดผล เรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เกิดจากการปฏิบัติ แล้วนำข้อผิดพลาดนั้นมาพิจารณาปรับกระบวนการไปเรื่อยๆ ถ้าแล้วเจ๊งไม่เป็นไรปล่อยไป พร้อมเริ่มต้นใหม่เสมอ 3. เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง หมายถึงเรียนรู้จากสิ่งที่ทำ นำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปรับปรุงและพัฒนาการทำงานครั้งต่อไปให้ดีขึ้นเสมอ 4. ปรับปรุงผลลัพธ์ให้ดีเรื่อยเป็นการสร้างแรงผลักดันให้งานเดินไปข้างหน้า และเพิ่มคุณค่าของผลลัพธ์ขึ้นไปเรื่อยๆ ต้องทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้นกว่าเดิมเสมอ ถึงแม้ว่าจะดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อยก็ตาม 5. Less is More หมายถึง แบ่งงานออกเป็นชิ้นเล็กๆ (module) เพื่อให้สามารถจัดการได้ง่ายและทำเสร็จเห็นผลได้เร็วขึ้น เป็นการสร้างกำลังใจให้สามารถทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ งานใหญ่และยากที่ไม่เห็นผลลัพธ์เสียทีเป็นการบั่นทอนกำลังใจของการทำงาน 6....

Agile Management for Results (Part I) – The 10 Values

การบริหารภายใต้ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วต้องมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่สามารถตอบสนองต่อ “ตลาด” หรือ ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงเป้าและทันกาล เครื่องมือทางการบริหารที่สามารถนำมาใช้ได้คือ Agile Management คำว่า ‘agile’ แปลอย่างตรงตัวหมายความว่า “คล่องแคล่ว” ส่วน ‘agility’ ซึ่งเป็นคำนามแปลว่า ‘ความคล่องแคล่ว หรือ ความคล่องตัว’ ความคล่องตัวจะมีนัยแฝงของความยืดยุ่นด้วยเสมอ คือ จะคล่องตัวได้ก็ต้องมีความยืดหยุ่นด้วย เมื่อมองในบริบทองค์กร องค์กรที่จะเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วทันโลก ตอบสนองลูกค้าได้อย่างทันท่วงทีก็ต้องมีทั้งความคล่องตัว (agility) และความยืดหยุ่น (flexibility) Agile Management ประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญคือ ค่านิยม (values), หลักการ (principles) และ แนวปฏิบัติ (practice) ค่านิยม (Values) 10 ประการที่สำคัญของ agile management เป็นฐานสำคัญอันจะนำไปสู่การปฏิบัติ 1. Action over Analysis Paralysis หมายถึง ให้ทำมากกว่าคิดวิเคราะห์วางแผน การกระทำ (taking action) เป็นยาขนานเอกที่ใช้แก้อาการ “มัวแต่คิด” การทำงานให้ได้ผลนั้นต้องมุ่งเน้นที่การปฏิบัติงานมากกว่าการใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการวางแผนอย่างละเอียด สมมติฐานที่สำคัญก็คือต่อให้วางแผนละเอียดเพียงใด เมื่อนำแผนไปฏิบัติจริงย่อมไม่สามารถทำตามแผนได้...

ปัจจัยส่งเสริมนวตกรรม

นักลงทุนมากประสบการณ์จาก Silicon Valley อย่าง Randy Komisar ได้ให้ข้อคิดไว้ในงาน IDE 2017 เกี่ยวกับเรื่อง Innovation ว่าเพราะเหตุใดประเทศอเมริกา ถึงมี Innovation อย่างต่อเนื่อง Randy ได้สรุป 3 ปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า: 1. การมีคนอพยพไปอเมริกาอย่างต่อเนื่องเป็นจุดแข็งทำให้เกิดนวตกรรม เนื่องจากความหลากหลายทางความคิด (ซึ่งเกิดจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์) ทำให้มุมมองมีความหลากหลาย การแก้ไขปัญหาโดยมีฐานความคิดที่มีความหลากลาย (diversity) ทำให้เกิดความสร้างสรรค์ และคิดหาวิธีใหม่ๆในการแก้ปัญหาได้ 2. ระบบการศึกษาของอเมริกาที่ยอมให้นักเรียนตั้งคำถามและถกเถียงกับอาจารย์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องสิโรราบต่อคำสอนของอาจารย์แบบจำยอม การศึกษาแบบนี้ทำให้เกิดการคิดแบบวิพากษ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความคิดแบบสร้างสรรค์ และนำมาซึ่งนวตกรรม 3. สังคมที่ยอมรับว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องที่กระทำได้ และความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ สังคมจะไม่ตราหน้า (stigmatise) คนที่ทำผิดว่ามีตราบาปจนทำให้คนในสังคมไม่กล้าทดลองอะไรใหม่ๆ หรือมีวิธีคิดที่แปลกแยก การตราหน้าคนที่ประสบความล้มเหลวก็คือการคุมกำเนิดนวตกรรมนั่นเอง แนวคิดนี้ตรงกับคำขวัญของพวก Startups คือ “Fail Faster, Success Sooner” จะเชื่อหรือไม่ ใช้วิจารณญาณกันเอง ถ้าอ่านอื่นมาถึงตรงนี้ได้แปลว่าท่านเป็นคนที่อยู่เหนือมาตรฐานการอ่านเกิน 8 บรรทัดแล้ว ย่อมมีวิจารญาณที่ดีแน่นอนครับ

ความสำคัญของการตั้งเป้าหมาย (Goal Setting)

การตั้งเป้าหมาย (goal setting) เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ การตั้งเป้าหมายหมายที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ลักษณะของเป้าหมายที่ดี (Edwin A Locke และ Gary P. Latham, 2000) คือ ต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เป้าหมายที่ยากทำให้คนใช้ความพยายามของตนอย่างถึงที่สุด ทำให้คนดึงศํกยภาพออกมาได้มาก เป้าหมายที่ยากดีกว่าเป้าหมายที่ง่าย (high goals generate grater effort than low goals) เพราะสามารถดึงศักยภาพและความสามารถของคนออกมาได้มาก การมีเส้นตายที่กระชั้นทำให้คนทำงานได้เร็วกว่าการมีเส้นตายแบบหลวมๆ การประกาศเป้าหมายต่อหน้าสาธารณะชนทำให้คนมี commitment กับเป้าหมายมากขึ้น ไม่ว่าเป้าหมายจะถูกกำหนดโดยหัวหน้างาน หรือเป็นเป้าที่กำหนดร่วมกันระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง เป้าหมายสองประเภทนี้จะไม่ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันในแง่ของการทำเป้าหมายให้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะมีข้อมูลจากงานวิจัยบอกไว้เช่นนี้ องค์กรหลายๆองค์กรก็ไม่ได้ทำตามคำแนะนำนี้ นอกจากนี้สิ่งที่องค์กรทำอย่างน้อย 3 ประการยังขัดแย้งกับสิ่งที่แนะนำไว้อีกด้วย SMART เป็นวิธีการตั้งเป้าที่องค์กรนิยมใช้ SMART ย่อมาจาก Specific, Measurable, Attainable, Realistic และ Time-bound ซึ่งก็แปลว่า เป้าหมายต้องชัดเจน วัดได้ในเชิงปริมาณ สามารถทำให้เกิดขึ้นได้คนทำตามเป้าต้องสามารถทำได้ เป้าหมายสมจริงไม่สูงจนไม่สามารถทำได้ และคำนึงถึงข้อจำกัดที่มี นอกจากนั้นต้องกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจนแน่นอน [จาก 3 Popular...

เมื่อองค์กรหาคนเก่งของตนเองไม่เจอ

พนักงานชั้นเลิศมีจำนวนเพิ่ง 5% ของพนักงานทั้งหมดที่มีอยู่ในองค์กร บุคลากรเหล่านี้มีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนคนอื่นคือ มีความสามารถ มีแรงจูงใจในการทำงาน และมักจะขึ้นเป็นผู้นำหรือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในองค์กรต่อไป และเพื่อที่ผู้นำทีทรงประสิทธิภาพ องค์กรมักจะจัดโปรแกรมอบรม high-potiential (HIPO) programme ให้กับบุคลากรกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ของ Harvard Business Review (HBR) 40% ของคนที่เข้าอบรม HIPO แท้จริงแล้วขาดคุณสมบัติที่จะเข้าอบรม ข้อมูลจากพนักงาน 1,964 คนจากองค์กรขนาดใหญ่ 3 องค์กร (โดยพนักงานแต่ละคนได้รับการประเมินแบบ 360 องศา จากเพื่อนร่วมงานอย่างน้อย 13 คน และได้ผลว่าเป็นพนักงานที่มีประสิทธิภาพการทำงานดี) ทำให้พบว่า 12% ของพนักงานกลุ่มนี้มีผลการอบรมการเป็นผู้นำที่อยู่ท้ายตาราง และอีก 42% มีผลลัพธ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งผิดจากสมมติฐานที่ว่าคนกลุ่มนี้ควรจะเป็น 5% แรกของพนักงานในองค์กร ผลลัพธ์ที่สวนทางกับทฤษฎีนำมาสู่คำถามว่า องค์กรทั้ง 3 นี้มีวิธีการคัดเลือกผู้เข้าอบรมโครงการ HIPO อย่างไร ตำตอบที่ได้คือ องค์กรทั้ง 3 มีกระบวนการคัดเลือกดังต่อไปนี้: 1. Technical and professional expertise: พนักงานที่ได้รับการคัดเลือกส่วนหนึ่งจะมาจากผู้ที่มีพื้นฐานงานทางด้านวิชาชีพที่แข็งแกร่ง...

บทบาทของผู้จัดการจะเปลี่ยนไปอย่างไรในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสูง

Lydra Gratton ได้ให้ทัศนะใน MIT Sloan Management Review ว่าเมื่อเทคโนโนโลยีเข้ามามีบทบาทและเริ่มครอบครองโลกมากขึ้น บทบาทของผู้จัดการ (manager) จะเปลี่ยนไป โดนสิ่งที่เปลี่ยนไปจะมี 4 อย่างคือ (ผมขออธิบายโดยสอดแทรกสำนวนและความคิดของตนลงไปบางส่วน): บทบาทหลักของผู้จัดการคือบทบาทการเป็นผู้ประสานงาน หรือผู้สานประโยชน์ (coordinator) ของคนกลุ่มต่างๆทั้งภายในและภายนอกองค์กร แต่บทบาทนี้จะมีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้น การนำเทคโนโลยี ระบบการทำงานอัตโนมัติ เข้ามาใช้และช่วยตัดสินใจในองค์กรดูเสมือนจะลดบทบาทของผู้จัดการและทำให้หน้าที่ของผู้จัดการเริ่มไม่ชัดเจน คำถามท้ายสุดคือ หากระบบอัตโนมัติตัดสินใจได้ดีเท่ากับ หรือดีกว่ามนุษย์ ทำไมองค์กรจะต้องมีผู้จัดการที่เป็นมนุษย์? ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้องจะเปลี่ยนไป เดิมทีผู้จัดการจะดูแลลูกน้องเสมือนพ่อแม่ดูแลลูก (parent-to-child) ผู้จัดการมีหน้าที่ต้องดูแล “เด็กๆ” ของตนให้ดำเนินไปตามเป้าหมายและกฎระเบียบขององค์กร ความสัมพันธ์แบบนี้กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นแบบผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ หรือเพื่อนร่วมงาน (adult-to-adult) การดุด่าว่ากล่าวตักเตือนแบบพ่อแม่ลูกอาจไม่เป็นที่ยอมรับในองค์กรอีกต่อไป แต่การโค้ชชิ่ง (coaching) จะมีบทบาทมากขึ้น และเป็นเครื่องมือหลักในการชี้นำผู้ใต้บังคับบัญชา และช่วยพัฒนาความสามารถให้แกผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้จัดการจะไม่ใช่ผู้ที่จ้องจับผิดลูกน้องอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นผู้ที่ชี้แนะลูกน้องแทน เทคโนโลยีจะมีบทบาทอย่างกว้างขวางในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นในแนวตั้งหรือในแนวนอน ลูกน้องสามารถเรียนรู้พัฒนาได้จากเพื่อนร่วมงาน และได้รับคำชี้แนะชี้นำจากเพื่อนร่วมงาน (peer-to-peer) โปรแกรมประเภท social media สามารถใช้รวมหมู่ สร้างกลุ่ม ก๊ก เหล่า และฐานอำนาจในองค์กร ทำให้กลุ่มเหล่านั้นมีอำนาจคัดคานกับผู้จัดการได้ไม่ยาก อำนาจจึงไม่จำเป็นต้องมาจากการมีตำแหน่ง “ผู้จัดการ”...

Zero to One (Part II)

การไปนั่งฟังอาจารย์มาสอนเรื่องผู้ประกอบการ ในส่วนของ Lean Canvas ทำให้ผมต้องกลับมานั่งพิจารณาการหาโอกาสทางธุรกิจอีกรอบ สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะหยิบแนวคิดของ Peter Thiel จากหนังสือ Zeto to One มาอธิบายต่อ ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาแบบก้าวกระโดด แนวคิดธุรกิจแบบ start up ผุดขึ้นมากกว่าดอกเห็ด ทำให้นักศึกษาหลายคนสงสัยว่าโอกาสทางธุรกิจแบบ “vertical” ตามนิยามของ Peter Thiel ยังจะมีอยู่อีกเหรอ ไม่ว่าจะคิดอะไรขึ้นมาก็ดูเหมือนว่าจะมีคนคิดและทำไปก่อนหน้าแล้ว แต่การคิดแบบนี้ถูกต้องแล้วหรือ จริงหรือไม่ที่โลกนี้ไม่เหลือ “ความลับ” หรือ โอกาสทางธุรกิจแบบ vertial แล้วจริงหรือ?

Zero to One (Part I)

หนังสือ Zero to One เขียนโดย Peter Thiel (ผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานาธิบดีของ USA) กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจแบบ Startup ไว้หลายประการ  ซึ่งสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้: จะคาดการณ์อนาคตได้ดีต้องรู้จัก “อ่าน” ปัจจุบันอย่างวิพากษ์ อนาคตนั้นก่อตัวจากความเปลี่ยนแปลงหรือความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของปัจจุบัน (progress) และความก้าวหน้านี้จะก่อร่างสร้างตัวเป็นอนาคตที่แตกต่างจากปัจจุบัน และนั่นคือเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมอนาคตจึงแตกต่างจากปัจจุบันเสมอ