Category: Social Science

คิดอย่าง Immanuel Kant

Rational Beings มนุษย์ ในทางหนึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากสัตว์ประเภทอื่น มนูษย์มุ่งแสวงหาความสุขและหลีกหนีจากความทุกข์ ดังนั้นมนุษย์จึงไม่สามารกระทำการใดๆอย่างอิสระเสรี เพราะว่ามนุษย์คือทาสของความต้องการต้องทางด้านร่างกาย และความปารถนาทางอารมณ์ เมื่อมนุษย์วิ่งตามกิเลสของตนเอง เราก็กระทำการใดเพียงเพื่อตอบสนองกิเลสเหล่านั้น เรากินเพื่อให้ท้องอิ่ม ดื่มเพื่อดับกระหาย ในขณะที่เรากำลังเลือกว่าอยากกินไอศกรีมรสอะไรนั้น เราได้สูญเสียอิสระภาพที่จะเลือกว่าจะกินหรือไม่กินไอศกรีมไปแล้ว เรากินไอศกรีมเพื่อดับความอยากของเราเอง เราตกเป็นทาสของความต้องการทางด้านร่างกาย หรือด้านอารมณ์ไปแล้ว หากเราฆ่าตัวตายโดยการเลือกที่จะกระโดดจากที่สูง เมื่อร่างกายลอยละล่องอยู่ในอากาศ เรากำลังขาดความเป็นอิสระในตัวเอง เรากำลังร่วงหล่นสู่พื้นด้วยกฎบังคับของแรงดึงดูด เราไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากจะร่วงหล่นลงสู่พื้นในแนวดิ่ง เราในขณะนั้นไม่ได้แตกต่างจากลูกแอปเปิ้ลที่หล่นกระทบหัวของนิวตัน หรือ ลูกเหล็กที่ถูกปล่อยกลิ้งลงจากหอเอนปิซ่าจากการทดลองของกาลิเลโอ Heteronomous determination ก็คือการกระทำการบางอย่างเพื่อมุ่งหวังผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ และได้รับแรงผลักดันจากภายนอก การกระทำเช่นนี้กายของเราจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้แสวงหาความสุข หรือ ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากภายนอกเท่านั้น มนุษย์เป็นอิสระได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ได้ทำตามกฏเกณฑ์ที่เขาผู้นั้นได้ใช้เหตุผลไตร่ตรองและสร้างกฏเหล่านั้นขึ้นมาด้วยตนเองเท่านั้น มนุษย์ต้องสามารถลิขิตชีวิตและสิ่งที่ตนเองต้องการกระทำได้ ที่มนุษย์ทำเช่นนี้ได้เพราะว่าเรามีเหตุผล มีคุณค่าและศักดิ์ศรีในตนเอง และส่ิงนี้เองที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สำหรับ Kant การกระทำนั้นจะมีคุณค่าทางจริยธรรมหรือไม่ ไม่ได้ดูที่ผลของการกระทำ แต่ต้องดูจากเจตนาของการกระทำ หากว่าเจตนาและการกระทำดีนั้น ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วไม่ได้ประสบผลตามที่ตั้งใจก็ไม่เป็นไร ผลลัพธ์ไม่ได้สำคัญเท่ากับเจตนาและวิธีการ หากมนุษย์มีแรงจูงใจอื่นๆที่ไม่ใช่ หน้าที่แห่งการทำดีแล้วล่ะก็ การกระทำนั้นก็ไม่มีคุณค่าทางจริยธรรมแต่อย่างใด Staying Alive หน้าที่ประการแรกที่ Kant มองว่ามีความสำคัญมากคือการรักษาชีวิตของตนไว้ โดยปกติมนุษย์ก็อยากมีชีวิตที่ยั่งยืนยาวนานอยู่แล้ว หน้าาที่การรักษาชีวิตจึงไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นหรือมีความสำคัญอะไร มนุษย์จะรักษาสุขภาพตอนเองให้ดี ป้องกันระวังรักษาตัวเอง สวมเข็มขัดนิรภัย ใส่หมวกกันน๊อค ออกกำลังกายไม่ให้ไขมันในเลือดสูง...

ลิงตัวถัดไป

–การทดลอง ‘ลิงห้าตัว กล้วย บันได และ น้ำเย็น’ และปรากฏการณ์ทางสังคม– ในปี 1967 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันนามว่า “สตีเฟนซัน” ได้ทำการทดลองที่ชื่อเป็นที่รู้จักกันว่า ”The Monkey Banana and Water Spray Experiment” ในการทดลองนั้น เขาได้นำลิงห้าตัวมาไว้ขังไว้รวมกันภายในห้อง ในห้องนั้นจะมีกล้วยแขวนไว้บนเพดาน และ มีบันไดที่สามารถปีนไปหยิบกล้วยจากเพดานนั้นมาได้ คงเดาไม่ยากว่าเมื่อลิงได้เห็นกล้วย ก็จะมีลิงอย่างน้อยหนึ่งตัวปีนบันไดขึ้นไปเพื่อจะหยิบกล้วยมากิน แต่ว่า เมื่อมีลิงตัวใดตัวหนึ่งปีนบันไดขึ้น ลิงตัวนั้น รวม ถึงลิงที่ดูอยู่อีก 4 ตัวจะถูกฉีดด้วยน้ำเย็นจัดให้ได้รับความทรมาน และทุกๆครั้งเมื่อมีลิงตัวใดก็ตามพยายามจะปีนบันไดขึ้นไปหยิบกล้วย ลิงทุกตัวในห้องจะต้องถูกฉีดด้วยน้ำเย็นจัดเสมอ จากเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นซ้ำๆ ลิงทุกตัวจึงเรียนรู้ว่า “การปีนบันไดน่ากลัวเท่ากับการถูกน้ำเย็นฉีด” และไม่มีลิงตัวใดที่ปีนบันไดอีกต่อไป ต่อมา สตีเฟนซัน ได้นำลิงตัวเดิมออก 1 ตัว และแทนที่มันด้วยลิงตัวใหม่ ซึ่งไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำเย็น แน่นอน! เมื่อลิงตัวใหม่มองเห็นกล้วย มันก็วิ่งไปหาบันไดเพื่อปีนไปหยิบกล้วย แต่ทว่าก่อนที่ลิงตัวใหม่จะทันไปถึงบันไดก็โดนลิงตัวเดิม 4 ตัวที่เหลือรุมอัดเสียก่อนจนไม่กล้าปีนบันได โดยที่่ไม่รุ้เหตุว่าทำไมตนถึงโดนอัด เหตุการณ์เดำเนินไปแบบนี้ 3 ครั้ง และทุกครั้งก็สร้างความฉงนให้กับลิงตัวใหม่ อย่างไรก็ตาม มันก็เลิกคิดที่จะปีนบันได ต่อมา...